ปฎิบัติธรรม (ถือศีล 8) ทำให้ชีวิตมีความสุขจริงหรือ



  • บางครั้งการที่เราจัดสรรเวลา หรือลางานสัก 3 ถึง 4 วัน หรือมากกว่านั้นเพื่อไปปฎิบัติถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไปปฎิบัติธรรมเพื่อแก้บนหรือเพื่อสะเดาะเคราะห์ บุญกุศลทางกายทางจิตใจ อาจจะให้ผลกับผู้ที่ปฎิบัติแตกต่างกัน เพราะเมื่อเราเริ่มมีความรู้สึกอ่อนล้า เหนื่อยหน่าย หรือเครียดจากสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตของสังคมยุคปัจจุบันที่ต้องแข่งขันดิ้นรน ทั้งกับเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย คนรอบข้าง หรือแม่แต่คนในครอบครัว การพักสมอง พักร่างกายและจิตใจ เป็นทางเลือกที่ดี และเมื่อเราต้องการที่จะพัก ความมุ่งมั่นตั้งใจในเบื้องต้นจึงมี และความสุขที่จะเกิดขึ้นจากการปฎิบัติธรรมจึงเกิดขึ้น แต่จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่อย่างไร เราลองมาดูกัน


    เมื่อเรามีความคิดที่ต้องการจะปฎิบัติธรรม สถานที่ๆ เราจะไปนั้นเราอาจจะเลือกดูตาม Google หรือจากคำบอกเล่าของคนรู้จักที่เคยไปมา ซึ่งการเดินทางจะใกล้ หรือไกล ก็อยู่ที่ความพร้อมของเรา ว่าจะสะดวกมากน้อยแค่ไหน ส่วนเรื่องแนวทางการปฎิบัติของวัด หรือสำนักปฎิบัติธรรม เราอาจจะเลือกดูตามแนวที่เราถนัด หรือถูกจริตในกรณีของคนที่เคยไปปฎิบัติมาบ้าง อย่างกรณีเช่นวัดนี้ หรือสำนักนี้ จะสอนการนั่งกรรมฐานแบบอานาปานสติ เราก็จะได้รู้เอาไว้เป็นข้อมูลเบื้องต้นว่า สถานที่ๆ เราจะไปนั้น เขาสอนปฎิบัติกันแนวนี้ ส่วนเรื่องความสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่พัก ห้องน้ำหรืออาหาร สถานปฎิบัติฯ บางที่อาจจะจัดหาให้ตามสมควร บางที่ก็อาจจะดีหน่อย หรือบางที่ก็อาจจะเข้าขั้นดีเลยทีเดียวก็มี แบบประมาณว่า มีอาหารให้ 2 มื้อ นั่งปฎิบัติธรรมและนอนห้องแอร์ อะไรประมาณนี้


    แต่การออกจากบ้านไปค้างคืนเพื่อปฎิบัติธรรม เราควรที่จะเตรียมใจยอมรับว่า อาจจะไม่สะดวกสบายเหมือนอยู่บ้าน บางสิ่งบางอย่างอาจจะขาดๆ เกินๆ ไปบ้าง เราคงต้องปรับสภาพ ให้ถือเสียว่าทุกอย่างที่เราทำเป็นการฝึก ละจากความสบายที่เราเคยชินอยู่ทุกวัน บางทีกินอาหารมื้อเดียว ให้คิดว่าเป็นการลดความอยากฝึก ข่มใจกับความหิว ในตอนเย็นๆ หรือตอนเช้าอาจต้องมีการเก็บกวาดทำความสะอาดสถานที่ๆ เราอยู่ การที่เราหยิบไม้กวาดมากวาดพื้น หยิบแปรงมาขัดส้วม หยิบโน้นช่วยยกนี่ ถือว่าเป็นการฝึกละ ฝึกลดอัตตา ลดทิฐิของตนเอง เพราะบางคนอยู่บ้านไม่เคยทำ อยู่ที่ทำงานมีแต่คอยสั่งลูกน้อง ดังนั้นทุกๆ อย่างของการมาปฎิบัติฯ เพียงแค่การดำเนินชีวิตในแต่ละวันที่เปลี่ยนไปจากเดิม ก็ถือได้ว่าเป็นการฝึกปฎิบัติธรรม ในแง่ของอัตตาและความไม่เที่ยงแล้ว


    ยิ่งเมื่อเข้าโหมดของการฝึกนั่งกรรมฐาน ฝึกการเดินจงกรมในแต่ละวันแล้ว ถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นดูกาย ดูจิต และดูธรรมแบบเต็มรูปแบบ เพราะก่อนจะเริ่มการปฎิบัติธรรม คือ การนั่งกรรมฐาน และเดินจงกรม ครูบาอาจารย์ท่านจะเริ่มนำสวดมนต์ บางวัดหรือบางสำนักฯ จะให้สวดมนต์แปล ซึ่งถือว่าดี และดีอย่างไรนั้น ผมจะได้กล่าวในบทความต่อๆ ไป การเริ่มต้นสวดมนต์ เราควรที่จะตั้งใจ และเริ่มต้นมีสมาธิกับการสวดมนต์นับแต่บัดนี้ จนเมื่อถึงเวลานั่งกรรมฐานหรือเดิมจงกรม เราจะถูกฝึกให้อยู่กับปัจจุบันขณะเท่านั้น คือ ดูลมหายใจเข้า-ออกของตนเอง ดูจังหวะมีสติรู้ขณะก้าวเดินทุกๆ ก้าวเวาลาที่เราเดินจงกรม ฝึกดูกายพิจารณาความไม่เที่ยงของสังขาร การได้ทำแบบนี้บ่อยๆ เป็นเวลานานๆ ความคิดและจิตใจของเราก็จะไม่ไปคิดถึงเรื่องอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำงาน ที่บ้าน หรือเรื่องที่เคยทำให้เราเครียด เมื่อสมองจิตใจ และร่างกายของเราได้พัก สารอะดรินาลีน (Adrenaline) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นความเครียด หรือความกังวลต่างๆ จะลดปริมาณการหลั่งลง และสารเอ็นโดฟินส์ (Endophins) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขสงบจะหลั่งออกมา ดังนั้นความสุข ความรู้สึกผ่อนคลาย จึงเป็นรางวัลที่เราได้รับแบบที่เรารับรู้ได้ด้วยตัวของเราเอง โดยยังไม่นับรวมหรือพูดถึงอานิสงค์ใดๆ ของการที่เรามาปฎิบัติธรรมครั้งนี้ ซึ่งคงจะนำมาเล่าขยายกันในโอกาสต่อๆ ไป รวมทั้งเรื่องการหลั่งของสาร อะดรินาลีน (Adrenaline) และเอ็นโดฟินส์ (Endophins)


    หลังจากที่เราได้มาปฎิบัติธรรมเพื่อลดอัตตาและทิฐิในตนเองลงบ้าง ได้ฝึกพิจารณาความไม่เที่ยงในเรื่องราวความเป็นไปในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะที่สำคัญ การได้ฝึกสติเพื่อดูจิต ดูลมหายใจเข้าออก ฝึกเดินอย่างมีสติจดจ่อรู้ว่าเท้าขวากำลังก้าว เท้าซ้ายกำลังเดินอยู่ทุกขณะ โดยไม่คิดถึงเรื่องอื่น ดูและพิจารณาแต่สิ่งที่เป็นปัจจุบันขณะเท่านั้น เหมือนกับรถที่วิ่งมาระยะทางไกลๆ แล้วได้แวะเข้าปั๊มเพื่อจอดพัก การที่ได้อยู่กับตัวเองบ้าง ได้ฝึกสมาธิทำใจให้สงบ ก็คือ การได้หยุดพัก พักแบบรู้สาเหตุที่ทำให้เราเหนื่อยล้า ให้เราเครียดและเมื่อรู้ความจริงของสาเหตุและรู้ถึงการกำจัดมัน ความสุขก็เกิดขึ้น สารแห่งความสุขก็หลั่งออกมา นี่จึงเป็นคำตอบว่า ปฎิบัติธรรม (ถือศีล 8) แล้ว ทำให้เรามีความสุขจริงๆ



    ชินโชติ @ พุทธโธ 2016-07-14 15:00:00